Recommend

erwine_duk View my profile

Fanfiction

ครือว่าอันนี้เป็นฟิคเก่าแก่มัก รู้สึกจะแต่งไว้ตอนเล่ม15ออกใหม่ล่ะมั้ง แต่งเสร็จก็ดองเหลือหลาย บ่ได้อัพ เห่อๆๆๆ

.........................................

งั้น...ขอได้โปรดปลดข้าออกจากตำแหน่งเถอะสิ้นเสียงของเหวินซิ่วทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันแม้แต่เออจวื้อไท่ที่ทรงปัญญาที่สุดยังไม่อาจรักษาสีหน้าให้เป็นดังปรกติได้ คำว่าปลดออกจากตำแหน่งไม่ใช่เรื่องเล่นที่จะพูดแล้วให้ทำตามกันได้ง่ายๆ ยิ่งแม่ทัพมีความสามารถวัยฉกรรจ์เช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างที่สุด.....แต่กระนั้น........

 

เข้าใจแล้วสิ่งที่เหล่าขุนนางต้องตกตะลึงอีกครั้งเมื่อองค์จักรพรรดิเฮโมสึทรงอนุญาตอย่างไม่ทุกข์ร้อน กษัตริย์ผู้ทรงภูมิไม่น่าจะปล่อยมือจากสุนัขที่ซื่อสัตย์ชำนาญงานเช่นเหวิ่นซิ่ว

 

สำหรับบางคนนี้อาจจะเป็นเรื่องดีที่แม่ทัพผู้นี้พ้นจากตำแหน่งแต่ไม่ใช่สำหรับหยวนซู่......เขาอาจจะเป็นคนที่ตกตะลึงที่สุด ผิดวังที่สุด และเสียใจมากที่สุดเมื่อได้ยินคำขอนี้ ในใจเฝ้าภาวนาว่าอย่าได้ในองค์จักรพรรดิทรงอนุญาต แต่ก็มิได้ดังสมหวัง

 

ดวงตาของเขาร้อนผ่าวเมื่อมองร่างของแม่ทัพเดินจากท้องพระโรง ความรู้สับสนทั้งรักทั้งชังไหลเวียนในกายแทบจะปะทุ ความรู้สึกที่มากเกินกว่าจะแสดงออกทางสีหน้าจนในที่สุดก็กลายเป็นด้านชาตั้งแต่บัดนั้น หยวนซู่จ้องมองแผ่นของเหวิ่นซิ่วจนสุดสายตา เขาอยากจะเข้าไปถามถึงเหตุผลแต่กลับไม่มีกำลังใจมากพอที่จะเผชิญหน้ากับ อดีต แม่ทัพที่เขาเคารพในตอนนี้

 

.......หากท่านเป็นต้นไม่ใหญ่ ข้าก็คงเป็นนกที่อาศัยท่าน เมื่อไม่มีต้นไม้นี้ข้าจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ แม้จะเลือกเกาะกิ่งใหม่ได้ แต่สำหรับข้า....หากไม่ใช่ท่าน แม้จะมีกิ่งนับร้อยนับพันรอรับข้า มันก็ไร้ความความหมาย........

 

หยวนซู่เสียงเล็กๆของเออจวื้อไท่ดึงหยวนซู่ออกจากภวังค์แห่งความคิด เห็นท่านยืนเหม่ออยู่นาน...ท่านคง..กังวลเรื่องของท่านแม่ทัพเหวินซิ่วสินะ

 

หยวนซู่มองใบหน้าใต้กรอบแว่นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง เขาเกลียดเออจวื้อไท่ เกลียดที่ชายผู้นี้ได้อยู่เคียงข้างเหวินซิ่ว  ทั้งๆที่ควรจะเป็นเขา ยิ่งดวงตาคู่นี้ที่เหมือนมองทะลุปุโปร่งไปเสียทุกอย่าง เขายิ่งเกลียด

 

นักรบแห่งหน่วยฮัวหลันเดินจากไปโดยไม่เอ่ออะไรสักคำเออจวื้อไท่เองก็เข้าใจความหมายของท่าทางเช่นนั้นดีแต่เขาก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจ ความรู้สึกลึกๆของเขาคือความเวทนา เมื่อไม่มีแม่ทัพที่เป็นศูนย์รวมใจของเหล่าทหารเช่นเหวินซิ่ว คนเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากสุนัขไร้เจ้าของ เมื่อไม่นาย มันก็อาจจะแว้งใครเอาง่ายๆได้ด้วยเช่นกัน แล้วในที่สุดพวกมันก็ไม่ต่างกับ สุนัขข้างถนน นั่นเอง

 

เหวินซิ่วเจ้าคิดถูกแล้วแน่เหรอเขาเปรยๆเบากับตนเองก่อนจะเดินตามหวยซู่ออกจากท้องพระโรง

 

............................................................................................

 

ยามค่ำคืน กลีบดอกไม้สีเหลืองปลิวว่อนตามสายลมฤดูร้อน เข้ามาทางหน้าต่างห้องทำงานของอดีตแม่ทัพ เหวินซิ่วรับกลีบดอกไม้มาไว้ในมือก้มลงมองอย่างด้วยสายแฝงความรู้สึกอ่อนโยนราวกับพบสิ่งที่น่าทะนุถนอม

 

.....ดอกไม้เปรียบดั่งผู้หญิง.......

 

หลังจากสงครามจบลงเหวินซิ่วได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ.....ในที่สุดก็ได้พบกับกุ้ยเย่เซียง.....ไม่มีอะไรในโลกสำคัญไปกว่าการได้อยู่กับนางอีกแล้ว....เหวินซิ่วไม่เคยปรารถนาสิ่งใดมากมายเท่านี้ เขารักกุ้ยเย่เซียงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใคร เขาอยากให้นางมีความสุขแม้ความสุขนั้นมันจะไม่ได้มาจากเขาก็ตาม ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เขาตัดสินใจที่จะไปจากจูชิน

 

......หากไม่มีข้ากุ้ยเย่เซียงจะได้แต่งงานกับเฮโมสึ ได้เป็นราชินีแห่งจูชิน มีชีวิตที่สุขสบายมากกว่าการที่จะต้องอยู่กับผู้ชายไม่ได้เรื่องอย่างข้า.......เขาเชื่อว่าสักวันกุ้ยเย่เซียงคงจะลืมเขาได้ สักวันมันก็ต้องเลือนหายไปหมด......

 

เห็นดอกไม้นั่นแล้ว ท่านคงคิดถึงท่านหญิงกุ้ยเย่เซียงสินะครับเสียงหนึ่งพูดขึ้นจากความมืด เป็นน้ำเสียงต่ำที่เหมือนกับไม่พอใจอะไรบางอย่าง เหวิ่นซิ่วตกใจจนเผลอปล่อยกลีบดอกไม้ร่วงสู่พื้น

 

 คิดคำนึงถึงขนาดจับจิตของข้ายังไม่ได้เลยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ราวกับประชดประชัน

 

หยวนซู่ เจ้าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่เหวิ่นซิ่วไม่ต้องหันไปมองก็ทราบว่าเป็นใครเพียงแต่แสดงอารมณ์ขัดเคืองในน้ำเสียงที่เอ่ยถามเท่านั้น

 

ข้าอยู่ที่นี่ก่อนท่านจะเข้ามาเสียอีกหยวนซู่ตอบ

 

ในบางครั้งเขารู้สึกอิจฉา และในหลายๆครั้งเขาเองยังรู้สึกประหลาดใจที่มีความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นมา ทำไมเขาต้องอิจฉากุ้ยเย่เซียง แน่นอนว่าในความรู้สึกนี้มีบางส่วนที่คล้ายกับความรู้สึกของเขาที่มีต่อเออจวื้อไท่ แต่อีกส่วนกลับต่างกัน มันเป็นความเกลียดชังที่รุนแรงกว่าเออจวื้อไท่.....ขนาดที่ว่าเขาแทบอยากจะลบนางออกไปจากโลกนี้.....

 

หยวนซู่เดินเข้ามาใกล้มากขึ้นในขณะเดียวกันก็ใช้สายตาสำรวจห้องสะอาดสะอ้าน โต๊ะทำงานที่ไร้เอกสาร แจกันดอกไม้ที่ว่างเปล่า ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมันยังเคยเต็มไปด้วยกองหนังสือรกๆ เอกสาร ดอกหยางกุ้ยเฟยรวมทั้งกลิ่นบุหรี่.....

  ท่านไม่คิดจะเหลืออะไรไว้ที่นี่เลยหรือเขาถาม 

ก็คงจะใช่....เพราะข้าตั้งใจจะไม่กลับมาอีกแล้ว

 

คำพูดนี้สะกิดใจหยวนซู่อย่างมาก นักรบแห่งหน่วยฮัวหลันกระชากเสื้อของอดีตแม่ทัพอย่างไม่ปรานีปราศรัย อารมณ์ที่เขาเก็บไว้ได้ใบหน้าด้านชาระเบิดออกมาอย่างมิอาจข่มกลั้นได้อีก

 

มันหมายความว่ายังไงที่ว่าจะไม่กลับมาอีกแล้ว

 

ข้าจะออกเดินทางไปดินแดนโพ้นทะเล สำหรับเหวินซิ่วมันก็เป็นแค่ประโยคที่แสนธรรมดาแต่สำหรับหยวนซู่มันเปรียบเหมือนมีดที่กรีดหัวใจเขาจนขาดวิ่นจนแทบไม่อาจต่อติดได้อีก

 

......ทำไมถึงเป็นแบบนี้......ทำไมท่าน....

 

แค่ขอปลดตำแหน่งข้ายังพอรับได้แต่นี่มันไม่เกินไปหน่อยหรือครับ

 

ใจเย็นก่อนหยวนซู่เหวินซิ่วพยายามพูดให้อีกฝ่ายลดโทสะลงแต่กลับไม่เป็นเป็นผล

 

หยวนซู่ผลักร่างของอดีตแม่ทัพกระแทกกับกำแพงโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเจ็บหรือไม่ หรือจะรู้สึกเช่นไร ในตอนนี้ความโกรธมีมากเกินกว่าความเคารพเคยมีให้แก่กัน จนไม่อาจจะประคองสติอยู่

 

ท่านคิดจะทิ้งทุกสิ่งที่ท่านสร้างอย่างงั้นหรือ ทิ้งเรื่องราวทุกอย่างให้พวกเราแบกรับแทนท่านอย่างงั้นหรือ

 

เหวิ่นซิ่วสบตาอดีตนายทหารในอาณัติอย่างขุนเคืองในขณะเดียวกันก็รู้สึกสงสาร ก่อนจะตอนคำถามเสียงราบเรียบ ใช่

 

หยวนซู่เงียบสนิทเขาอึ้งกับคำตอบจนไม่สามารถจะกลั่นคำพูดใดๆออกจากสมอง

 

ข้าเหนื่อยเหลือเกินหยวนซู่ ข้าไม่อยากจะรับรู้ความเจ็บปวดอะไรอีก.....แล้วก็เหวินซิ่วเว้นระยะหายใจราวกับกำลังทำใจที่จะพูดต่อ ข้าอยากให้คนที่ข้ารักมีความสุข

 

นักรบแห่งหน่วยฮัวหลันแทบจะไม่เชื่อหูชายที่เปรียบดั่งปิศาจอย่างเหวินซิ่วเอ่ยคำว่ารักออกมา.....ชายที่ไม่น่าจะรู้จักคำๆนี้กลับสามารถพูดได้เต็มปากด้วยใบหน้าอ่อนโยนแฝงด้วยความสุข....

 

แล้วความรู้สึกของข้าล่ะครับนักรับหนุ่มกล่าวเสียงเครือ ข้ารู้ในใจท่านมีแค่นาง ท่านสามารถทำทุกอย่างเพื่อนางได้ แต่ท่านเคย คิดบ้างมั๊ยว่าใจข้ารู้สึกอย่างไร

 

หยวน...ซู่ รังสีฆ่าฟันรุนแรงแผ่ออกจากร่างของหยวนซู่แม้กระทั่งเหวินซิ่วยังรู้สึกหวาดเกรง

 

มือของหยวนซู่ที่เคยกดไหล่บัดนี้ข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมีบีบลำคอระหงของอดีตแม่ทัพไว้แน่น ยิ่งข้าเห็นท่านกับนางมีความสุขมากเท่าไหร่ข้ายิ่งอยากทำให้ท่านหายไปจากโลกนี้ซะ

 

 ถ้าอยากฆ่า ข้านักแล้วทำไมไม่รีบทำซะตอนนี้เลยล่ะเหวินซิ่วหรี่ตาลงราวกับดูถูกอีกฝ่าย มันยิ่งทำให้หยวนซู่เกิดโทสะยิ่งกว่าเดิม

 

หุบปากซะสิ้นคำพูดร่างของเหวินซิ่วถูกผลักลงไปนอนกับพื้นห้อง หยวนซู่คร่อมร่างที่เล็กกว่าก่อนจะใช้มือบีบคออีกฝ่ายรุนแรงแทบสำลัก เหวินซิ่วนอนนิ่งไม่โต้ตอบแต่อย่างใดราวกับต้องการให้ความตายกลืนกินเขา

 

.....ตายเสียบางทีอาจจะดีกว่าต้องทนทุกข์มีชีวิตอยู่......ความตายเท่านั้นที่เป็นนิรันด์แห่งความสงบ......

 

เหวินซิ่วคลี่ยิ้มนอนรับความตายที่อยู่แค่เอื้อม นัยน์ตาเริ่มพล่าเลือนสมองขาวโพลนไปหมด แต่ในชั่ววินาทีที่จะขาดใจมือที่กุมคอไว้นั้นกลับผ่อนแรงลงเหลือเพียงกุมไว้หลวมๆ

 

เหวินซิ่วลืมตาขึ้นเป็นขณะเดียวกันที่น้ำใสๆหยอดกระทบผิวแก้ม อะไรกันหยวนซู่แรงแค่นี้ฆ่าข้าไม่ได้หรอกนะ

 

ร่างสูงเหนื่อยหอบราวร่างกายสั่นสะท้านเพราะพยายามบังคับเพลิงโทสะในตัวเอง เขาแทบไม่อยากเชื่อว่าเมื่อครู่เขาทำอะไรลงไป

 

ข้าทำไม่ได้น้ำใสๆอีกหยดกระทบผิวแก้มซ้ำที่รอยเดิม ทำไม.............ทรมานเหลือเกิน.......ทรมานจนแทบบ้า....จนเกือบจะทำลายท่าน.......

 

.....ทำไมถึงรู้สึกเช่นนี้......ทำไมข้าต้องทรมานเพราะท่าน.....

 

ความรู้สึกนี้...........เกลียดมันเหลือเกิน.....

 

ร่างสูงของหยวนซู่ทรุดกายลงมาซบหน้าลงบนแผ่นอก ร่างกายเบื้องบนสั่นเครือราวกับลูกนกที่เปียกปอนฝนหนาวเหน็บ อดีตแม่ทัพหนุ่มโอบกอดอีกฝ่ายไว้ แม้ในคราแรกจะรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจนักที่จะกอดหยวนซู่.....เพราะไม่อยากให้ความหวังและไม่อยากให้ใครต้องเจ็บเพราะเขา.....แต่หากไม่โอบกอดไว้ลูกนกตรงหน้าคงจะหนาวตายเป็นแน่.....

 มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าพิศวงนัก หยวนซู่  แม้จะจดจำเรื่องราวได้มากมาย แต่ทว่ากลับหลงลืมมันได้เช่นกัน เวลาเท่านั้นจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง.........  

.....เวลาจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง.....ได้แน่หรือ......

 

เมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกนี้จะหายไป แล้วเจ้าจะลืมเลือนข้าไปเอง......ไม่เจ็บปวดอีก

 

......แล้ววันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ล่ะ.....

 

.....วันที่ข้าจะลืมท่านแล้วไร้ความเจ็บปวดใดๆ.....

 

.....วันนั้นมีอยู่จริงหรือ......

 

สักวันเจ้าจะเข้าใจ

 

เมื่อสิ้นคำพูดนี้ เหวินซิ่วก็ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก เขามองหยวนซู่ทาบทับร่างของเขาพลางลูบหลังเบาๆเป็นการปลอบใจ หยวนซู่นอนนิ่งสนิทปล่อยจิตใจให้สงบลงภายในอ้อมแขนอบอุ่นนี้ เขาไม่อยากคิดสิ่งใด ไม่อยากรับรู้สิ่งใด อีกต่อไปแล้ว 

 

.....ทั้งห้องเงียบสนิท.......เหลือได้เพียงเสียงของสายลมและกลีบดอกไม้ที่ปลิดปลิว.........

 

...................................................

การส่งอดีตแม่ทัพเหวิ่นซิ่วเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่มีทหารมากมายเรียงรายรอรับเขา.....เป็นภาพหนึ่งที่น่าภาคภูมิในใจ......เหวินซิ่วเดินผ่านเส้นทางอย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันก็เอามือคลำคออยู่เป็นพักๆเพราะยังระบมไม่หาย

 

ในขณะที่ลูบรอยนิ้วมือบนลำคอก็พลันให้คิดถึงหยวนซู่ขึ้นมา หลังจากเหตุการณ์นั้นหยวนซู่เลือกที่จะเดินจากไปเงียบๆแล้วไม่มาให้เขาเห็นอีกเลย.....

 

......บางทีการจากกันเงียบๆเช่นนี้อาจจะดีสำหรับเราทั้งคู่.......แต่ความคิดนั้นพลันชะงักทันทีเมื่อชายคนนั้นปรากฏตัวตรงหน้า.....หยวนซู่หลัน....

 

ร่างสูงแต่งเครื่องแบบทหารเต็มยศสีหน้าดูเรียบเฉยแต่กลับแฝงไปด้วยความมุ่งมั่น เหวินซิ่วเองก็รู้สึกตกใจไม่ใช่น้อยเพราะไม่คิดว่าหยวนซู่จะมาส่งเขาแต่ก็ต้องเก็บสีหน้าให้เป็นปรกติที่สุด

 

ข้าจะคอยท่านนะครับนักรบแห่งหน่วยฮัวหลันกล่าวเสียงหนักแน่น ทำให้เหวินซิ่วจำต้องยิ้มให้กับความรั้น........นี่ขนาดพูดไปขนาดนั้นยังไม่ยอมแพ้อีกนะ......

 

ไม่ต้องก็ได้เพราะข้าอาจไม่กลับมาอีก

 

เหวินซิ่วเดินจากไปเพราะเขาไม่อยากเห็นสีหน้าของหยวนซู่แต่ในจังหวะที่กำลังสวนกันนั้น หยวนซู่ก็เอ่ยคำพูดออกมาประโยคหนึ่ง เวลาอาจเปลี่ยนท่านได้แต่ไม่ใช่กับข้าราวกับมีเข็มเล่มหนึ่งแทงลึกลงตรงหัวใจ เจ็บปวดจนบรรยายไม่ถูก แม้จะรู้สึกสะเทือนใจแต่เหวินซิ่วก็ทำเป็นหูทวนลมเดินต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หยวนซู่ทำได้เพียงแต่มองดูแผ่นของอดีตแม่ทัพห่างไกลออกไปจนลับสายตา

 

......สักวันเมื่อเข็มนาฬิกามาบรรจบกันอีกครั้ง เวลาจะพิสูจน์ในท่านเห็น........

 

ข้าจะคอย....ตลอดไป....หยวนซู่กล่าวอย่างจริงจังแม้จะรู้ว่าไม่มีวันส่งไปถึงผู้ที่เขาอยากให้ฟังก็ตาม.........

 

.............................................

 END